วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พฤติกรรมองค์การ ตอนที่ 20 การรวมกลุ่มมีประโยชน์อย่างไร

Harold Leavitt (1975) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Suppose We took Groups Seriously ว่า ผู้จัดการในแต่ละองค์การสมควรที่จะให้ความสำคัญต่อกลุ่มต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฐานะทรัพยากรที่มีค่าขององค์การเนื่องจากการรวมกลุ่มมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
1.       กลุ่มมีประโยชน์ต่อบุคคลทั้งในทางกายภาพและจิตใจ บุคคลอาจเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มโดยมีเหตุผลและวัตถุประสงค์ของตน ซึ่งอาจเกิดจากผลตอบแทนที่จะได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ชื่อเสียง อำนาจ เป็นต้น
2.      กลุ่มสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เนื่องจากการบูรณาการของความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของสมาชิก
3.      กลุ่มช่วยให้สมาชิกสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ผ่านการรวบรวม แลกเปลี่ยน วิเคราะห์ข้อมูล และการระดมความคิด (Brainstorming)
4.      กลุ่มช่วยกระตุ้นให้มีการนำผลของการตัดสินใจไปใช้ปฏิบัติ ทำให้สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม
5.      กลุ่มมีส่วนในการควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะพัฒนาค่านิยมและบรรทัดฐานขึ้นเป็นกรอบและแนวทางปฏิบัติงานของสมาชิก ซึ่งสมาชิกจะได้รับและถ่ายทอดความเชื่อ รวมทั้งพฤติกรรมกลุ่มผ่านกระบวนการทางสังคม (Socialization)ทำให้แต่ละคนมีรูปแบบของความประพฤติไปในทิศทางเดียวกัน
6.       กลุ่มมีส่วนในการลดข้อด้อยขององค์การ การรวมกลุ่มจะช่วยให้การติดต่อสื่อสาร การประสานงาน และการจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้องค์การพัฒนาศักยภาพและลดจุดอ่อนของแต่ละบุคคลลงได้

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พฤติกรรมองค์การ ตอนที่ 19 ตัวแบบพฤติกรรมกลุ่ม

ตัวแบบพฤติกรรมกลุ่ม (Group Behavior Model)
ในการศึกษาพฤติกรรมกลุ่ม เราต้องดูถึงตัวแบบพฤติกรรมกลุ่มว่าประกอบไปด้วยอะไร มีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะมีผลอย่างไรกับพฤติกรรมที่แสดงออกมาซึ่งก็คือผลลัพธ์นั่นเอง
ตัวแบบพฤติกรรมกลุ่มจะเริ่มที่องค์ประกอบแรกคือ อิทธิพลของเงื่อนไขภายนอกที่มีต่อกลุ่ม (External conditions imposed on the group) “กลุ่ม” อาจเป็นหน่วยงานย่อยหรือแผนกงานย่อยขององค์การ การทำงานของกลุ่มจึงต้องอยู่ภายใต้นโยบายโดยรวมขององค์การ โครงสร้างอำนาจหน้าที่ กฎระเบียบต่าง ๆ ขององค์การ ทรัพยากรต่าง ๆ ที่องค์การมีอยู่ และวัฒนธรรมขององค์การนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเงื่อนไขภายนอกที่มีผลต่อการทำงานของกลุ่ม โดยเฉพาะหากเป็นบริษัทลูก ก็ต้องอยู่ภายใต้นโยบายของบริษัทแม่
ต่อมาก็คือทรัพยากรสมาชิกกลุ่ม (Group Member Resources) ซึ่งก็คือคุณสมบัติของสมาชิกกลุ่ม ระดับความสามารถในการทำงานของกลุ่ม ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ของบุคคลที่เป็นสมาชิกกลุ่ม เช่น ความสามารถ คุณลักษณะ ความรู้ ทักษะของสมาชิกกลุ่ม
ส่วนที่ 3 ได้แก่โครงสร้างกลุ่ม (Group Structure) แต่ละกลุ่มงานจะมีโครงสร้างของกลุ่ม มีการแบ่งงาน กำหนดสายการบังคับบัญชา กำหนดช่วงการบังคับบัญชา และกำหนดพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม ซึ่งโครงสร้างกลุ่มจะทำหน้าที่กำหนดสิ่งต่าง ๆได้แก่
1.1    ผู้นำที่เป็นทางการ (Formal Leader) ซึ่งโดยปกติ ทุก ๆ กลุ่มงานจะต้องมีผู้นำหรือหัวหน้า ที่มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของกลุ่ม
1.2   บทบาท (Roles) คือรูปแบบของพฤติกรรมที่ได้รับการคาดหวังของบุคคลแต่ละตำแหน่งในหน่วยสังคมนั้น โดยสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะมีบทบาทที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์
1.3   บรรทัดฐาน (Norms) หมายถึง มาตรฐานพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับหรือเป็นที่รับรู้ร่วมกันของกลุ่ม บรรทัดฐานจะเป็นตัวกำหนดให้สมาชิกของกลุ่มต้องปฏิบัติตาม เช่น การปฏิบัติตัว การแต่งกาย
1.4   สถานะ (Status) คือตำแหน่งหรือระดับชั้นหรือสถานภาพของบุคคลในกลุ่ม ซึ่งในสังคมมนุษย์ทั่วไปจะมีการแบ่งแยกชั้นเพื่อให้เห็นความแตกต่างของสมาชิก และเป็นสิ่งจูงใจในการแสดงออกด้านพฤติกรรมต่าง ๆ
1.5   ขนาด (Group Size) ขนาดของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรมโดยรวมของกลุ่ม เช่น กลุ่มขนาดเล็กจะทำงานได้เสร็จเร็วกว่ากลุ่มใหญ่ แต่ถ้าต้องระดมความคิด แก้ไขปัญหา กลุ่มใหญ่จะมีประสิทธิภาพมากกว่า
1.6    องค์ประกอบของกลุ่ม (Composition) การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถ ทักษะที่หลากหลายของสมาชิก ดังนั้นกลุ่มที่มีสมาชิกที่มีความหลากหลายทั้งเพศ ความรู้ มุมมอง ทักษะ จะมีความได้เปรียบ
1.7   ความผูกพันในกลุ่ม (Group Cohesiveness) คือความสามัคคีของสมาชิกในกลุ่ม เป็นความผูกพันซึ่งกันและกัน และการมีส่วนร่วมในวัตถุประสงค์ของกลุ่ม ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากลุ่มที่มีความสามัคคีกันมาก จะมีผลการทำงานที่ดี
ซึ่งทั้งทรัพยากรสมาชิกกลุ่มและโครงสร้างกลุ่มจะประกอบเข้ากันเป็นกระบวนการกลุ่ม (Group Processes) ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องกันไปภายในกลุ่มทำงานประกอบไปด้วยรูปแบบการสื่อสารของสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การตัดสินใจ พฤติกรรมผู้นำ ความขัดแย้ง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกลุ่มการทำงาน (Task Group) ที่เป็นปัจจัยอีกประการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในการจัดกลุ่มเพื่อการทำงาน ผู้บริหารควรจะต้องพิจารณาถึงขนาดของภารกิจที่ต้องทำ ซึ่งหากเป็นภารกิจที่ต้องใช้การปรึกษาหารือ การระดมสมอง ข้อมูล ความคิด ผู้บริหารควรจัดเป็นกลุ่มการทำงานขนาดใหญ่จะเหมาะสมกว่า
          ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือผลงานและความพึงพอใจ (Performance and Satisfaction) ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงสร้างองค์การ การกำหนดอำนาจหน้าที่ กลยุทธ์องค์การ การให้ผลตอบแทน เป็นต้น ส่วนความพึงพอใจในงานนั้น จากการศึกษาพบว่ากลุ่มขนาดใหญ่จะมีความพึงพอใจในงานน้อยกว่ากลุ่มขนาดเล็ก เนื่องจากความมีส่วนร่วมในงานของกลุ่มขนาดใหญ่จะน้อย และกลุ่มขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกจำนวนมาก อาจเกิดความขัดแย้งได้ง่าย

พฤติกรรมองค์การ ตอนที่ 18 พัฒนาการของกลุ่ม

พัฒนาการของกลุ่ม (Group Development)
เราสามารถแบ่งขั้นตอนการพัฒนาของกลุ่มโดยทั่วไปออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่
1.       การก่อตัว (Forming) บุคคลแต่ละคนเริ่มที่จะเข้ามารวมตัวกันเป็นกลุ่ม โดยที่การรวมตัวกันยังไม่มีจุดประสงค์ โครงสร้าง และลักษณะการทำงานของกลุ่มที่ชัดเจน โดยสมาชิกต่างจะมีการทดสอบพฤติกรรม การแสดงออก และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อที่จะดูท่าที การยอมรับ การต่อต้าน และพยายามหาแนวทางสำหรับอนาคต
2.      ภาวะโกลาหล (Storming) เนื่องจากบุคคลแต่ละคนจะมีเอกลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่แต่ละคนมารวมตัวกันย่อมเกิดความขัดแย้ง (Conflict) ขึ้น โดยความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นระหว่างบุคคลต่อบุคคล หรือบุคคลต่อกลุ่ม ซึ่งทำให้สมาชิกในกลุ่มต้องปรับตัวเข้าสู่ภาวะที่เหมาะสม และสมาชิกที่ไม่สามารถอยู่กับกลุ่มได้จะแยกตัวออกไป
3.      การสร้างบรรทัดฐาน (Norming) สมาชิกจะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนบุคคล มีการสร้างค่านิยม บรรทัดฐาน ความสามัคคีในหมู่คณะ ตลอดจนมีการจัดโครงสร้างของกลุ่มและวางแนวปฏิบัติที่เหมาะสม
4.      การปฏิบัติงาน (Performing) เมื่อกลุ่มมีการพัฒนาขึ้นตามลำดับจนกระทั่งสมาชิกมีความเข้าใจร่วมกันและมีความรู้สึกเป็นส่วนร่วมของกลุ่มแล้ว กลุ่มก็จะทำหน้าที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
5.       การแยกตัว (Separating) เมื่อกลุ่มบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้แล้ว ถ้าไม่มีการปรับปรุงเป้าหมายหรือวางแนวทางการปฏิสัมพันธ์ใหม่ สมาชิกแต่ละคนก็จะแยกย้ายกันออกไปจากกลุ่ม ส่งผลให้กลุ่มสลายตัวในที่สุด

สำหรับตอนนี้ขอสั้น ๆ แค่นี้ครับ ตอนต่อไปจะเขียนถึงตัวแบบพติกรรมกลุ่มครับ