วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

พฤติกรรมองค์การ ตอนที่ 30 ตาข่ายพฤตกรรมการบริหาร (Managerial Grid)

Robert R. Blake และ Jane S. Mouton ได้นำความคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำด้านพฤติกรรมศาสตร์มาประยุกต์เป็นตาข่ายพฤติกรรมการบริหาร (Managerial Grid) โดย Blake และ Mouton ได้จัดภาวะผู้นำลงบนแกนอ้างอิง ซึ่งแกน X จะแทนภาวะผู้นำแบบมุ่งเน้นผลผลิต (Concern for product) และแกน Y จะแทนภาวะผู้นำแบบมุ่งเน้นผู้ร่วมงาน(Concern for people) แต่ละแกนจะมีหน่วยตั้งแต่ 1- 9 เรียงจากพฤติกรรมน้อยไปมาก


Blake และ Mouton ได้อธิบายถึงภาวะผู้นำโดยสัมพันธ์กับคู่อันดับไว้ 5 แบบดังนี้
(1,1) ผู้นำแบบปล่อยปละละเลย (Impoverished Leader) เป็นผู้นำที่ปล่อยปละละเลย ไม่ให้ความสำคัญต่อทั้งผลผลิตและความรู้สึกของผู้ร่วมงาน
(9,1) ผู้นำแบบมุ่งงาน (Production Pusher) จะมุ่งความสนใจไปที่งานโดยจะวางแผน มอบหมายงาน และควบคุมให้งานเป็นไปตามเป้าหมายโดยไม่สนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงาน
(1,9) ผู้นำแบบมุ่งเน้นความสัมพันธ์ (Country Club Leader) ผู้นำจะให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ส่วนตัวในฐานะหัวหน้ากับสมาชิก โดยเน้นกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคมแต่จะไม่ให้ความสำคัญกับผลงาน
(9,9) ผู้นำแบบนักสร้างกลุ่ม (Term Builder) ผู้นำจะให้ความสำคัญกับทั้งผลงานและความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม ผู้นำแบบนี้เป็นผู้นำที่ดีที่สุด เป็นผู้นำในอุดมคติ
(5,5) ผู้นำแบบพบกันครึ่งทาง (Middle of the road Leader) ผู้นำจะให้ความสำคัญกับผลงานและความสัมพันธ์ของสมาชิกในระดับปานกลาง ซึ่งจะทำให้องค์การสามารถดำเนินการไปได้ดีในระดับหนึ่ง

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พฤติกรรมองค์การ ตอนที่ 29 ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์

ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Theory) เป็นแนวคิดในสมัยต่อมาที่ศึกษาพฤติกรรมการแสดงออกของผู้นำที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการนำของเขา ซึ่งได้มีสถาบันทางวิชาการหลายแห่งได้ทำการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีการศึกษาที่สำคัญดังนี้
การศึกษาของมหาวิทยาลัยไอโอวา (University of Iowa Studies) โดย Kurt Lewin และคณะได้แบ่งผู้นำออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
•  ผู้นำแบบเผด็จการ (Autocratic Leader) หมายถึงผู้นำที่รวมอำนาจการบริหารงาน โดยทำหน้าที่ตัดสินใจให้กับกลุ่ม แล้วค่อยสื่อสารความคิดนั้นออกมาให้สมาชิกปฏิบัติ
•  ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leader) หมายถึงผู้นำจะเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดและตัดสินใจร่วมกัน
•  ผู้นำแบบเสรีนิยม (Laissez-faire Leader) หมายถึงผู้นำจะจำกัดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนกับสมาชิกในกลุ่ม โดยผู้นำจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลและการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่สมาชิก และให้สมาชิกตัดสินใจเองตามความเหมาะสม
ผลจากการศึกษาสรุปได้ว่า
-  ผู้นำแบบประชาธิปไตยก่อให้เกิดประสิทธิผลต่อองค์การมากที่สุด
-  ผู้นำแบบเผด็จการและเสรีนิยมอาจเป็นรูปแบบที่ดีในบางสถานการณ์และบางองค์การ

การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan Studies) ศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้แบ่งลักษณะของผู้นำออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.พฤติกรรมของผู้นำที่มุ่งคน (Employee-centered behavior) คือ ผู้นำที่ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิกในกลุ่ม
2.พฤติกรรมของผู้ที่มุ่งงาน (Job-centered behavior) คือ ผู้นำที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานและผลลัพธ์ โดยผู้นำจะมีพฤติกรรมที่มุ่งเน้นให้สมาชิกทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
ผลการวิจัยสรุปว่า พฤติกรรมของผู้นำแบบ Employee-centered behavior จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสร้างความพอใจกับพนักงานมากกว่า
การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ (The Ohio State Studies) ได้สรุปปัจจัยที่มีผลต่อภาวะผู้นำได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. พฤติกรรมที่มุ่งสร้างโครงสร้างงาน (Initiation structure) คือ ผู้นำที่พิจารณาให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมาย กำหนดกฎเกณฑ์การปฏิบัติงาน และชี้นำให้สมาชิกในกลุ่มปฏิบัติตาม ผู้นำประเภทนี้จะมีความคิดสร้างสรรค์สูง
2. พฤติกรรรมที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ของบุคคล (Consideration) คือ ผู้นำที่ให้ความสำคัญต่อการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน มีความเป็นกันเอง ปฏิบัติต่อสมาชิกอย่างเสมอภาค แสดงออกถึงความไว้วางใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
สรุปได้ว่าเมื่อมีพฤติกรรมที่มุ่งสร้างโครงสร้าง (Initiation structure) สูง ก็จะก่อให้เกิดภาวะผู้นำแบบเผด็จการ และเมื่อพฤติกรรมที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ (Consideration) สูง ก็จะเกิดภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พฤติกรรมองค์การ ตอนที่ 28 รูปแบบของผู้นำ

ผู้นำอาจแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. ผู้นำแบบเป็นทางการได้รับการแต่งตั้งโดยตำแหน่ง เช่น ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ มีอำนาจในการสั่งการคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
2. ผู้นำแบบไม่เป็นทางการไม่มีตำแหน่ง สถานะ แต่เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม แต่ใช้ภาวะผู้นำเพื่อสร้างอำนาจบารมี โดยมีความรู้ความสามารถ มีสัจจะ มาจากผลงานที่ผ่านมา
ทฤษฎีภาวะผู้นำ (Theories of leadership)
1.      ทฤษฎีคุณลักษณะของผู้นำ (Trait Theory)
2.      ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Theory)
3.      ทฤษฎีผู้นำตามสถานการณ์ (Situation Theory)
ทฤษฎีคุณลักษณะของผู้นำ (Trait Theory) เป็นแนวความคิดสมัยเริ่มต้น ที่สนใจศึกษาเรื่องของผู้นำและภาวะผู้นำอย่างเป็นระบบ โดยมีความเชื่อว่าผู้นำจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากธรรมดาทั่วไป หรือที่เรียกว่า “ทฤษฎีมหาบุรุษ (The Great Man Theory)” เช่น Alexander, Julius Caesar, Napoleon เป็นต้น โดยบุคคลต่าง ๆ ที่กล่าวมาจะมีคุณลักษณะของความเป็นผู้นำ มีเอกลักษณะเฉพาะตัว หรือบางคนเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ “Born to be Leader” อย่างไรก็ตาม แนวคิดของทฤษฎีนี้ยังมีข้อจำกัดต่าง ๆ และขาดข้อสรุปที่ชัดเจนตามหลักวิทยาศาสตร์ อีกทั้งลักษณะบางอย่างก็ขัดแย้งกัน
งานวิจัยของ Kirkpatrick และ Locke ได้สรุปความแตกต่างของคุณลักษณะของผู้นำกับผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้นำไว้ 7 ประการ
1. Drive มีพลังความพยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะฝ่าฟันอุปสรรค ทำให้งานที่รับผิดชอบประสบผลสำเร็จ
2. Desire to Lead มีความมุ่งมั่นที่จะมีอิทธิพลหรือนำผู้อื่น โดยการจูงใจให้ผู้อื่นร่วมทำงานด้วยความเต็มใจ
3. Honesty and Integrity มีความซื่อสัตย์และความมั่นคงในความคิดและการกระทำ เพื่อให้ได้รับความเชื่อถือและศรัทธาจากผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ที่เกี่ยวข้อง
4. Self – Confident มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ และพร้อมจะปฏิบัติตามการตัดสินใจของผู้นำ
5. Intelligence มีความเฉลียวฉลาด สามารถรวบรวม วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างวิสัยทัศน์และตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
6. Job – Relevant Knowledge มีความรู้ ความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับบริษัทของตน ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินการอยู่และเทคนิคในการปฏิบัติงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจในฐานะผู้นำได้อย่างถูกต้อง
7. Extraversion มีพลัง มีความกระตือรือร้น ชอบสังคมสามารถพูดคุย มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน
ตอนต่อไปเราจะมาว่ากันถึงทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์กันครับ